ถ้ามีใครที่เราไม่ค่อยรู้จัก มาบอกเราว่าเขาจะเลี้ยงดูเราตลอดชีวิตเราคงไม่เชื่อแน่นอน แต่ถ้าคนที่พูด คนนั้นเป็นในหลวงกษัตริย์ของเมืองไทย เราเชื่อแน่ๆเพราะเรารู้ว่าในหลวงเป็นบุคคลที่เราสามารถที่จะ เชื่อถือได้"
เช่นเดียวกันเมื่อคุณได้ถ่อมใจยอมรับว่าเป็นคนบาป และยอมที่จะพึ่งในพระเยซูคริสต์แล้วพระเจ้า ผู้ที่ทรงสร้างจักรวาลได้ตรัสว่า "ผู้ใดสารภาพความผิดบาป ถ่อมใจมาหาเราและขอให้เรายกโทษให้เรา จะยกโทษให้แก่เขาในความผิดบาปที่เขาได้กระทำมาทั้งสิ้น และยิ่งกว่านั้นเราจะให้สิทธิ์เขาเป็นบุตร (บุตรบุญธรรม)ของเราด้วย" (1ยอห์น1.9 ,ยอห์น1.12 ) .......ซึ่งสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสนั้นเป็นสิ่งที่ จริงแท้และเชื่อถือได้อย่างแน่นอนเพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงสร้างสรรพสิ่ง พระองค์จะ ไม่มุสาเลย ดังนั้นเมื่อพระเจ้าตรัสเช่นนี้ เราจึงสามารถมั่นใจและเชื่อได้ว่า บาปเราได้รับการยกแล้ว …เพราะฉะนั้นความเชื่อในการมั่นใจว่า "เรารอดแล้ว" ขึ้นอยู่กับว่าคนที่สัญญาหรือพูดกับเรานั้นเป็นใคร
เมื่อคุณสารภาพบาปและหันมาพึ่งในพระเยซูคริสต์นั้นคุณอาจจะรู้สึกหรือไม่รู้สึกอะไรเลยเกี่ยวกับ การอภัยโทษความผิดบาปก็ได้ซึ่งความรู้สึกไม่ใช่สิ่งที่สำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือความจริงจากพระวจนะ ของพระเจ้าขอให้คุณทราบเถิดว่าความรู้สึกจะมีหรือไม่มีก็ไม่สามารถลบล้างความจริงได้เหมือนกับถ้าผม ถามคุณว่าคุณรู้สึกถึงการวิ่งของเลือดในร่างกายคุณไหม?...ไม่มีทางรู้สึกแน่..แต่ไม่รู้สึกเลือดยังวิ่งอยู่ไหม? ....วิ่ง...เพราะฉะนั้นถึงแม้จะไม่มีความรู้สึก ความจริงก็ยังเป็นความจริงอยู่ดี คือเลือดของคุณกำลังวิ่งอยู่. .เช่นเดียวกัน เมื่อพระเจ้าตรัสว่าถ้าคุณสารภาพบาปพระองค์จะยกโทษให้ ถึงแม้คุณจะไม่รู้สึกเลย แต่ความจริงก็คือความจริงคือพระเจ้าทรงยกโทษให้แก่คุณแล้ว

คริสเตียนเป็นผู้ที่อยู่ในกฏใหม่แล้ว
การที่คริสเตียนเราสามารถที่จะมั่นใจในความรอดได้อีกประการหนึ่งก็เพราะว่าเราอยู่ในกฏใหม่แล้ว คนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์นั้น แต่ก่อนเขาอยู่ภายใต้กฏหมาย ซึ่งเมื่อเขาทำผิดก็ต้องว่าไปตามกฏหมาย ไม่มีคำว่า "อภัย" แต่เมื่อเขาเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ย้ายเขาเข้ามาอยู่ในกฏอีกกฏหนึ่งนั่นก็คือ "กฏครอบครัว" ซึ่งเมื่อเขาทำผิด เขาจะถูกตีแต่จะมีการให้อภัย (พระธรรมโรม 8.1-2 ) เหมือนกับมี ขโมยมาขโมยเงินคุณ 5 ล้านบาท พอตำรวจจับได้คุณก็ให้ตำรวจว่าไปตามกฏหมาย ถึงแม้โจรคนนั้น จะอ้อนวอนอย่างไร คุณก็ไม่มีทางยกโทษให้เขาแน่ แต่ถ้าลูกคุณขโมยเงิน 5 ล้านบาทเช่นกัน เมื่อคุณจับได้ เขาขอโทษคุณ คุณไม่มีทางจับลูกติดคุกแน่(ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ที่มีสติดี) กับโจรคุณใช้ กฏหมายที่ยุติธรรม แต่กับลูกคุณใช้ กฏครอบครัว(ผมขอให้คุณใช้เวลาลองคิดความจริงในเรื่องนี้ดู แล้วคุณจะเข้าใจได้ว่า คนที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ ถึงแม้เขาอาจจะพลาดพลั้งทำผิดบาปแต่เพราะเขาถูกย้ายมาในกฏครอบครัวแล้ว ดังนั้น เขารอดจากการพิพากษาแน่นอน)

การดำเนินชีวิตคริสเตียนไม่ใช่เรื่องง่าย
เมื่อคุณได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว เวลานี้ในใจของคุณจะมีพลังอย่างหนึ่ง ที่กำลังทำงานอยู่ในคุณ พลังนี้จะเรียกร้องและพลักดัน ทำให้คุณอยากที่จะทำตามกฏเกณฑ์ของพระเจ้า และไม่อยากทำตามที่ใจตนเอง ปรารถนาอีกต่อไป และเวลานี้พระองค์ได้ทรงย้ายคุณ ออกจากอาณาจักร ของความบาป เข้ามาสู่อาณาจักรของพระเจ้าแล้ว และกฏเกณฑ์ของพระเจ้า สำหรับพวกเราที่เป็น คริสเตียน ก็คือ"พระคริสต์ธรรมคัมภีร์"...

อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง เมื่อเราไม่ดำเนินชีวิตในความบาปอีกต่อไปอีกต่อไป?
ในพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ ได้บอกอย่างชัดเจนว่า เมื่อคนหนึ่งกลับใจมาเชื่อพระเยซูคริสต์ เขาจะโดน คนเกลียดชังแบบไร้สาเหต ุ ......ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?... . นั่นก็เพราะว่า เขาไม่ได้อยู่ในกฏ แห่งความบาป อีกต่อไป บัดนี้เขาได้ถือกฏ คนละฉบับกับมนุษย์คนอื่น ๆ และเขาก็ได้นำกฏ ที่เขาถือนั้น ประพฤติออกมา ให้เห็น ซึ่งกฏที่เขาถือนั้น มันเป็นกฏที่แท้จริงของพระเจ้าที่บันทึกอยู่ในพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ เมื่อเป็น เช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจ ที่คนจะเกลียดชังเขาอย่างไร้สาเหตุ ทำไมถึงเกลียดชัง? นั่นก็เพราะ การแสดงออก ของกฏใหม่ ที่เขาประพฤติออกมานั้น มันเป็นความจริง และเป็นความสว่างที่ทำให้มนุษย์คนอื่น ๆ เห็นถึงความผิดบาปของ ตนเอง คนที่เป็นคริสเตียนจริง ๆ นั้น ในตัวของเขา จะมีพลังผลักดันอย่างหนึ่ง ที่จะกระตุ้น และให้กำลังแก่เขา ที่จะเลิกในการกระทำที่เลวร้ายในสายพระเนตรของพระเจ้า และหันกลับมา ทำในสิ่งที่ดีงาม ในสายพระเนตร ของพระเจ้าอีกด้วย (ไม่ใช่แค่เลิกทำ ในสิ่งที่ไม่สมควรทำเท่านั้น แต่เขายัง ทำในสิ่งที่เขาสมควรทำอีกด้วย) เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงทำให้คนอื่นรู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจ สุภาษิตที่ว่า "เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม " ใช้ไม่ได้เลยกับคริสเตียน ถ้าเขารู้ว่าสิ่งนี้ เป็นสิ่งที่ผิด เขาจะ กล้าหาญและพร้อมจะยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง
มีคนหนึ่ง ที่ทำงานราชการ ในหน่วยงานหนึ่งได้กลับใจมาเป็นคริสเตียน หลังจากนั้นมีพลังอย่างหนึ่ง ที่พลักดันให้เขา มีการเปลี่ยนแปลงในชีวิต และกระตุ้นให้เขา ที่จะต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง เขาจึงเริ่มเซ็นชื่อ ลงเวลา ขึ้นทำงาน แบบสัตย์ซื่อ (ซึ่งแต่ก่อน ที่เขาจะ เป็นคริสเตียนนั้น ลงเวลาขึ้นทำงานไม่ใช่เวลาจริงเลย) และวันแรก ที่เขาเริ่มทำในสิ่งที่ถูกต้อง เสียงประชดชัน เสียงไม่พอใจ จากเพื่อนที่ทำงานด้วยกัน ก็เต็มรูหู ของเขา แต่เขา รู้สึกแปลกใจที่เขาสามารถทนได้และมีสันติสุขลึก ๆ ในจิตใจของเขา ซึ่งเป็นความรู้สึก ถึงความภูมิใจ ที่เขาได้ทำ ในสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะโดนคน ไม่ชอบก็ตาม


มีชายคนหนึ่งเขาได้เปิดร้านอาหารที่ขายเหล้า และก็ชอบดื่มเหล้าด้วย ซึ่งในใจของเขาก็คิดว่า "ไม่เห็นบาป อะไร นี่เป็นอาชีพสุตจริตและไม่ผิดกฏหมาย ฉันดื่มเหล้าก็เงินของฉัน ร่างกายของฉัน" ต่อมาเมื่อเขากลับใจมา เป็นคริสเตียน เขาได้เลิกดื่มเหล้า และเลิกขายเหล้า ซึ่งทำให้รายได้ ของเขาลดลง อย่างน่าใจหาย (เพราะคนส่วน มากชอบกินเหล้า) คนที่สนิทกับเขาได้บอกเขาว่า "ทำไมเอ็ง ต้องเคร่ง ศาสนา มากนักว่ะ? เชื่อก็เชื่อ ไม่ต้องบ้า ขนาดนั้น" ทำไม แต่ก่อน เขาดื่มเหล้า และเปิดร้านขายเหล้า ไม่ถูกด่าว่าบ้า แต่พอเลิกดื่มและ เลิกขายเหล้ากลับ ถูกด่าว่าบ้า? ไม่มีเหตุผลอื่น นั่นเป็นเพราะบัดนี้ เขาได้ ถือกฏที่แท้จริง ของพระเจ้าแล้วนั่นเอง


เมื่อคุณได้มาเป็นคริสเตียนแล้ว คุณอย่าได้แปลกใจ ว่าเลยว่า "ทำไม..คนจึงไม่ค่อยชอบ พระเยซูคริสต์ แบบไร้สาเหตุ?" นั่นเป็นเพราะ มนุษย์เรา รักความมืด มากกว่า รักความสว่าง เพราะการกระทำ ของคนเหล่านั้น ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์จริงๆ จะเป็นเหมือนความสว่าง ที่ส่องให้เขาเห็น ธาตุแท้ในใจของเขา เขาจะรู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจ เพราะการกระทำ ความคิด ของคริสเตียนนั้น มีเหตุผล และเป็นเหตุผล ที่สมเหตุสมผล คริสเตียน จะไม่เห็นด้วย กับการกระทำ ที่ไม่ถูกต้องกับเขา และกล้าที่จะยืนหยัด เพื่อความจริง ของพระเจ้า ดังนั้นเขาจึง เกลียดชัง คริสเตียน ไม่ใช่เพราะ การกระทำของ คริสเตียนคนนั้นไม่ดี แต่เพราะการกระทำของคริสเตียน คนนั้น ทำให้เขารู้สึกว่า การทำผิดบาปไม่ใช่เรื่องปกติ หรือธรรมดาอีกต่อไป เหมือนกับ ตำรวจนายหนึ่งที่ ไม่ยอมกินสินบน (ไม่ตามน้ำ) ร่วมกับ ตำรวจนายอื่น ๆ คุณคิดว่า ตำรวจนายนั้น จะได้รับการยกย่องจาก ตำรวจนายอื่น ๆ หรือ ? ไม่มีทาง เขาจะถูกเกลียดต่างหาก ทำไมถึงเกลียด? คุณทราบดีอยู่แล้ว แต่ถ้าตำรวจ นายนั้น เป็นคริสเตียน เขาก็จะกล้ายืนหยัด ในสิ่งที่ถูกต้อง และถ้าถึงที่สุดจริง เขาก็ยอมออกจาก ตำรวจดีกว่า ทำในสิ่งที่ขัดกับ มโนธรรม หรือขัดกับกฏ แห่งความจริง ของพระเจ้า


ในพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ ได้บันทึกคำตรัส ของพระเยซูคริสต์ ซึ่งสามารถที่จะสรุปได้ อย่างชัดเจนดังนี้ว่า "ถ้าใครจะติดตามเรา เขาจะต้องเป็นคนกล้า ที่จะยืนหยัด ในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ว่าการนับถือ พระเจ้าองค์เดียวและ การประพฤติที่ดีงาม ตามกฏที่เป็นมาตรฐาน ที่แท้จริง ที่พระเจ้าให้ กับมนุษย์ และเราขอบอก ให้ท่านทั้งหลาย รู้ว่าเส้นทาง สำหรับคนที่ จะเดินตามทาง ของเรานั้น ไม่ใช่โปรยด้วย กลีบดอกกุหลาบเลย แต่จะมีการข่มเหง จะถูกเกลียดชัง โดยไร้สาเหตุจากโลกใบนี้ และขอท่านรู้เถิดว่า การที่เขาเกลียดชังท่านนั้น ไม่มีเหตุผลและไม่ สมเหตุสมผลเลย แต่เราบอกความจริง แก่ท่านทั้งหลายว่า ปลายทาง ที่เราจัดเตรียมให้ท่านนั้น มันคุ้มเกินคุ้ม และยอดเยี่ยมที่สุด ท่านกล้ายอมรับ ในสิ่งที่เราได้พูด มาข้างต้นนี้ไหม? ถ้าท่านกล้า ก็ตามเรามา"


พี่น้องคริสเตียนทุกท่าน ผมเชื่อแน่ว่า คุณไม่ใช่คนขลาด ขอให้คุณ ที่จะมั่นคง ในทางของ พระเยซูคริสต์ ขอให้คุณมั่นใจเถิดว่า คุณได้ตัดสินใจถูกแล้ว เมื่อคุณกล้าที่ยืนหยัด ในกฏที่แท้จริง ของพระเจ้า ที่เป็นมาตรฐาน ที่แท้จริง ที่พระเจ้า ทรงกำหนด ให้กับมนุษย์ และเป็นกฏที่มีเหตุผล ที่สมเหตุสมผล ที่ไม่ขัดแย้งกับสติปัญญา และความคิด วินิจฉัยของ ความเป็นมนุษย์ ในตัวของคุณแล้วละก็.... ในวันสุดท้าย คุณก็จะดีใจว่า คุณได้กล้า ที่จะยืนหยัด และทำตามกฏ ที่แท้จริงของ พระเจ้า แต่ถ้าคุณ ไม่กล้ายืนหยัด เพื่อความจริง ตามกฏแท้จริงของ พระเจ้า ผมขอโทษ ที่ต้องขอบอกคุณตรงๆว่า คุณจะเสียใจ ที่ไม่ได้ยืนหยัด และทำตามกฏที่แท้จริง ของพระเจ้า แต่ผมเชื่อว่า..คุณไม่ใช่คนอย่างนั้นแน่นอน

==========================
ที่มา: หนังสือ "ความมั่นใจในความรอด และคำถามต่าง ๆ สำหรับคริสเตียนใหม่"
โดย : อาจารย์นิกร สิทธิจริยาภรณ์
ศูนย์ส่งเสริมการประกาศในกลุ่มคริสตจักร CCMA